เทคโนโลยี AUTONOMOUS VEHICLE ยานยนตร์ไร้คนขับในอนาคต

               เทคโนโลยี AUTONOMOUS VEHICLE เราอาจได้เคยเห็นเรื่องราวจากหนังไซไฟที่โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยพร้อมกัยรถยนตร์ที่วิ่งและลอยได้ด้วยเคลื่อนสนามแม่เหล็ก หรือที่เจ๊งไปกว่านั้นก็คือรถยนต์ที่ไม่ต้องขับเองหรือยานยนตร์ไร้คนขับ เราอาจจะเคยคิดว่านี่คงเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในอีกร้อยปีข้างหน้าหรืออาจไม่มีวันเกิดขึ้น ทว่าตอนนี้ ในยุคที่เคลื่อนอินเตอร์เน็ต 5G กำเนิดขึ้นมันไปเปลี่ยนโลกอย่างกระทันหันทำให้เราได้พบกับสุดยอดเทคโนโลยีเพื่อการขนส่ง AUTONOMOUS VEHICLE ยานยนตร์ไร้คนขับ

เทคโนโลยี AUTONOMOUS VEHICLE

นอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยี AUTONOMOUS VEHICL เพื่อการขนส่ง

                จากการกำเนิดของเทคโนโลยีชิ้นนี้ในปี 2018 โดยมีแนวคิดมาจากกลุ่มบริษัทใหญ่อย่าง GOOGLE , Tasla , Apple , Uber , Intel เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้มีการใช้งานแล้วภายในองค์กรซึ่งผลตอบรับที่ได้ก็คือ ยานยนตร์ไร้คนขับสามารถทำงานได้เป็นอย่างดีและตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบข้างได้เนอย่างดี สล็อต888 ด้วยเหตุนี้เองอาจทำให้หลายท่านรู้สึกสงสัยในความปลอดภัย

เทคโนโลยี AUTONOMOUS VEHICLE ยานยนตร์ไร้คนขับ

เว็บไซต์รวบรวมเทคนิค ซึ่งพวกเขาก็ได้ออกมาเปิดเผยว่าความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวรถนั้นมีสูงมาก สามารถควบความเร็วและกำหนดเส้นทางได้ ทั้งนี้แนวคิดนี้จะถูกพัฒนาต่อไปให้กลายเป็นรถโดยสารสาธารณะ และเร็ว ๆ นี้เองเราก็ได้เห็นการเปิดตัวของบริษัท TOYOTA ที่มีการเผยแพร่ภาพโฆษณาของรถยนต์ที่สามารถเปลี่ยนโหมดเป็นขับขี่อัตโนมัติได้ ทำให้เราต่างเชื่อว่าเร็ว ๆ นี้เจ้าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้งานจริงในอีกไม่เกิดทศวรรษ

เทคโนโลยี AUTONOMOUS VEHICL เพื่อการขนส่ง

                อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่จะก้าวกระโดดไปไกลมาก Microsoft จับมือกับบริษัทรถยนต์รายใหญ่ General Motor สร้างรถยนต์ไร้คนขับ แต่ก็ยังไม่สามารถไว้ใจให้ยานยนตร์ไร้คนขับสามารถเริ่มเปลี่ยนโลกได้ทันทีในตอนนี้ เนื่องจากผู้ผลิตต้องการความมั่นใจในความเสถียรของเครื่องยนต์และการทำงานที่มากกว่านี้เสียก่อน เพราะการทำงานที่มีคนร่วมด้วยนั้นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดอุบัติเหตุผลท้องถนน และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกคน ที่สำคัญคือระบบชาร์ตพลังงานที่อาจจะยังไม่เพียงพอหรือยังไม่มีความแน่นอนว่าจะเลือกใช้รูปแบบใดเป็นหลัก

Post Author: Namwarn